[Novel]Ninja Story 3 : Kiss

posted on 20 Feb 2010 11:44 by teamzero in Ninja-Story

 

 คาถาที่ 3 : Kiss
 
 

หลัง จากที่บอดี้การ์ดของผมวิ่ง(?)เข้ามารับกระสุนแทนผม แล้วยังขยับตัวได้ผมโล่งใจในตอนแรกที่ยังเดินไหว...แต่เมื่อเห็นโทบิกิทรุด ตัวลง แต่ยังส่งยิ้มมาให้ผมก่อนจะถอดเสื้อนอกสีดำเหลือแต่เสื้อสีขาวแขนยาวข้างใน ผมซึ่งเห็นที่หัวไหล่แล้วเลือดออกเยอะมากตอนนี้ผมอึ้งทำอะไรไม่ถูกแม้แต่จะ วิ่งเข้าไปหาคนตรงหน้า

“ดีจังที่คุณไม่เป็นอะไร...” เจ็บขนาดนั้นยังจะมาเป็นห่วงคนอื่นอีก พูดจบแค่นั้นก็ล้มลงไปกับพื้น ชิโระที่เลื้อยออกมาก่อนหน้านี้หันมามองผม และนั่นทำให้ผมได้สติ

“โทบิกิ!” ผมวิ่งออกเข้าไปประคองตัวคนที่ทำหน้าที่วู่วามผมอุ้มคนก่อนจะจับเจ้าชิโระ ตามมาและวิ่งไปที่รถผมอย่างรวดเร็ว ผมประคองให้โทบิกินั่งข้างคนขับเหมือนชิโระจะรู้หน้าที่รู้ที่อยูก็เข้าไป อยู่ข้างๆโทบิกิทันที ผมรัดเบล้วให้โทบิกิก่อนจะไปด้านคนขับและบึ่งรถกลับบ้านทันที

ทำไม ถึงทำให้คนอย่างเรากะวนกระวายใจได้นะ...ตั้งแต่ในรถแล้วที่เราเริ่มรู้สึก ไม่พอใจตอนที่โทบิกิพูดถึงคนอื่นต้องเรื่องนั้นช่างมันไปก่อน...ตอนนี้ต้อง พาโทบิกิกลับบ้านก่อนที่จะเสียเลือดไปมากกว่านี้ ผมยิ่งเร่งคันเร่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม จะถูกตำรวจจับก็ช่างขอให้คนข้างๆผมไม่เป็นอะไรก็พอ!

 

 

 

 

กลุ่ม โมริคาวะ

 

ปึง!

 

“ยินดีต้อนรับกลับคระ”

“ไม่มีเวลาแล้ว โทบิกิโดนยิงที่หัวไหล่! เรียกลุง โทงะ มาด่วน! อย่ามัวแต่อึ้งรีบไปได้แล้ว!”

 

 

 

 

ใน เวลาไม่นานลุงโทงะก็มา เบาเป็นหมอประจำตะกูลโมริคาวะ ตะกูลโคงะเป็นตะกูลหมอที่อยู่กับเรามาหลายรุ่น และตอนนี้ผมก็ได้แต่ฝากความหวังไว้กับลุงโคงะ ที่ตอนนี้เข้าไปทำการรักษาแผลที่หัวไหล่โทบิกิ ผมทนอยู่นิ่งๆไม่ได้จนต้องขอลุงเข้าไปช่วยอีกแรง ดูจากสีหน้าแล้ว โทบิกิจะเสียเลือดเยอะมาก...เพราะใบหน้าที่มีเหงื่อพราวใบจากพิษบาดแผลหน้า ซีดจากอาการเสียเลือดผมนำผ้าชุบน้ำหมาดๆขึ้นมาเช็ดไปหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ด เหงื่อ เจ้าชิโระที่ดูแล้วก็คงเป็นห่วงเจ้านายของมันเหมือนกับผม แต่ตอนนี้มันขดตัวลงนอนข้างๆเจ้านายมันซะละ

“ลุง...” ผมไม่เคยที่จะเป็นห่วงใครมากขนาดนี้มาก่อนพอตั้งแต่ท่านแม่เสีย...ผมไม่เคย ที่จะรู้สึกห่วงใครเท่านี้มาก่อน ผมไม่ต้องการที่จะให้คนที่ผมไว้ใจต้องมาตายแน่นอน ผมจ้องไปยังใบหน้าที่ซีดเซียวจนไม่ได้สังเกตลุงโทงะที่หันมามองผม

“ดูแล้วนายน้อยจะเป็นห่วงเด็กคนนี้มาเลยนะครับ” ผมสะดุ้งตกใจที่จู่ๆลุงโทงะพูดออกมาอย่างนั้น ผมแสดงอาการออกขนาดนั้นเชียวเหรอนี่..

“อืม...ก็เจ้านี่เอาตัวมารับกระสุนแทนผม เจ้านี่เจ็บเพราะผม ผมก็ต้องเป็นห่วงเป็นธรรมดาอยู่แล้วนี่” ผมแถไปครับทั้งๆที่ในใจผมยังไม่รู้เลยว่าทำไมเหมือนกัน

“เหรอครับ...แต่ว่าเด็กคนนี้เข้ารับกระสุนแทนนายน้อยแต่โชคดีมากที่กระสุนไม่ฝังไม่งั้นอาการหนักกว่านี้แน่ๆ” ผมนิ่งเงียบก่อนจะมองไปยังคนที่เอาตัวมารับกระสุนปืนแทนผม

“ผมก็เย็บแผลให้แล้ว แค่อย่าให้ขยับแขนข้างที่ถูกยิงขยับมากๆไม่งั้นแผลอาจปริได้ ให้พักรักษาตัวสักสัปดาห์หนึ่งนะครับ” ลุงโทงะเช็ดมือตัวเองและเช็ดอุปกรณ์ด้วยแอลกอฮอร์ ก่อนจะขอตัวกลับ

พอ ลุงออกไปจากห้องผมเริ่มสังเกตแผลตามตัวไม่สมกับวัยเลยแม้แต่น้อย แต่ส่วนมากเป็นแผลเล็กๆ ร่างกายมีกล้ามเนื้อที่บ่งบอกถึงการฝึกของนินจาตอนแรกผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่า สมัยนี้ยังมีผู้ฝึกวิชานินจาเหมือนในการ์ตูนได้ด้วย จนตอนที่ผมจะถูกยิงนั่นแหละ...ถึงได้รับรู้ถึงการมีตัวตนของนินจา

ตอน นี้ผมก็ได้แต่จ้องมองใบหน้าของคนตรงหน้าอย่าเป็นห่วงและจิตใจเริ่มไม่อยู่ กับร่องกับรอย ใช่..ตั้งแต่ในรถผมรู้สึกไม่พอใจมากที่โทบิกิพูดถึงคนอื่นด้วยรอยยิ้มที่มี ความสุข ผมก็รู้อยู่ในช่วงเวลาสัปดาห์ที่ผ่านมาโทบิกิเป็นคนที่ยิ้มง่ายจนผมคิดเลยนะ ว่าคนแบบนี้จะโกรธหรือโมโหใครเป็นบ้างไหม ยิ่งผมมองใบยังคนที่นอนนิ่งหลับสนิทใจผมก็เริ่มเต้นเร็วขึ้นกว่าตอนแรก

ไม่ รู้ไรดลใจให้ผมหยิบมือเจ้าเด็กนี่ขึ้นมากุมแน่น และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจ การกระทำแบบนี้มันชักเริ่มเข้าเค้าว่าผมอาจชอบเจ้าเด็กที่เอาแต่คิดในแง่บวก นี่กันนะ...และผมไม่รู้หรอฟนะครับว่าผมนั่งเฝ้าเจ้าหนูนี่มาเป็นชั่วโมงแล้ว

“อืม...” พอได้ยินเสียงโทบิกิครางออกมาผมรีบปล่อยมือที่กุมไว้ ผมไม่รู้ว่าใบหน้าของผมในตอนนี้มันแดงมากขนาดไหนแต่ที่รู้คือ ผมอายตัวเองที่ทำอะไรอย่างนั้น ตอนนี้โทบิกิค่อยๆลืมตาขึ้นเหมือนยังเบลอๆ

“โทบิกิ อย่าเพิ่งขยับเธอเสียเลือดไปมาก” ผมรีบห้ามทันทีเมื่อโทบิกิทำท่าจะลุกขึ้นนั่ง

“คุณกับชิโระไม่เป็นอะไรนะ” ใบหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อยหันมามองหน้าผมด้วยความเป็นห่วง

“ฉันกับชิโระไม่เป็นอะไร..แต่เธอนี่สิทำตัววู่วามเสียจริง...” ผมพูดเหมือนกับติโทบิกิเล็กน้อย แต่คนที่อยู่ตรงหน้ากับหัวเราะ มันตลกตรงไหน!

“ฮะๆ แผลแค่นี้ไม่เท่าไรหรอกครับสบายมาก....ขอแค่มาซามุเนะซังไม่เป็นไรก็พอ” เจ้าเด็กนี่คิดยังไงกันนะ ถึงได้พูดประโยคส่อไปในทางแปลกๆ

“เธอนี่เหลือเกินจริงๆ” ถ้า เธอตายไป ฉันจะทำยังไงละ ผมอยากจะพูดออกไปแต่ได้แต่คิดอยู่ในใจ ผมก้มหน้าลงพร้อมกับกำมือทั้งสองแน่น รู้สึกเหมือนตัวเองจะร้องไห้เลย...มันไม่ใช่สิผมร้องออกมาเลยละ

“....” ผม รู้โทบิกิคงคิดว่าผมเป็นผู้ชายขี้แยเหมือนผู้หญิงแน่ๆ ผมถอดแว่นออกแล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาและเอามือปิดหน้าไว้อย่างนั้นโดยที่ไม่ รู้ตัวเลยว่าโทบิกิลุกขึ้นมาเมื่อไร แล้วจับแขนผมไว้ เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาที่เอ่อนอง

“ปะ..ปล่อย...นะ” ผมหันหน้าหนีสายตาที่ไม่เหมือนโทบิกิตามปกติ สายตาที่ผมรู้สึกเหมือน ห่วงใยหรืออาจลึกซึ้งกว่านั้น ตัวเลือกอันหลังไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน แล้วทำไมถึงเจ็บจี๊ดที่หัวใจละ หรือเราจะหวังอยู่ลึกๆว่าโทบิกิจะรักเรา?

“ร้องทำไมละครับ...บอกผมได้ไหมว่าทำไม...” โทบิกิยังคงยึดข้อมือผมไว้แม้ผมจะยื้อกลับแต่ผมสู้แรงโทบิกิไม่ไหว

“ไม่รู้...ฉันไม่รู้” ผมพูดพรางส่ายหน้าไปมา และผมก็ถูกโทบิกิดึงผมเข้าไปกอดตอนนี้โทบิกิปล่อยมือผมและสวมกอดผมแทน แล้วพูดปลอบเบาๆ

“ไม่เป็นไรครับ..หยุดร้อง นะ” โทบิกิกอดผมแน่นราวกับกลัวว่าผมจะหายไปราวกับอากาศ ผมค่อยๆดันตัวออกจากอ้อมกอดของเด็กหนุ่มเล็กน้อยแต่ผมก็กลับมาก้มหน้าตามเดิม

“มาซามุเนะซัง” โทบิกิเรียกชื่อผมผมเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องไปยังดวงตาสาดำสนิท ถ้าผมตาไม่ได้ฝาดไป..ใบหน้าของโทบิกิเข้าใกล้ผมเข้ามาอย่างช้าๆก่อนที่ริม ฝีปากของเราทั้งคู่จะแนบกันเขาจูบผมแค่นั้นไม่ล่วงเลยผมไปมากกว่านี่ผมหลับ ตารับสัมผัสที่แผ่วเบา การที่ถูกโทบิกิจูบมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแย่แม้แต่น้อยกลับทำให้ใจผมเต้น แรงราวกับจะระเบิดออกมาจากอกด้วยความดีใจ?ไม่นานโทบิกิค่อยๆถอนริมฝีปากออก ช้าๆอย่างอ้อยอิ่ง ผมค่อยๆลืมตาขึ้นยังคงเห็นสายตาที่จริงจังของโทบิกิ ตาก่อนที่ผมจะเอ่ยอะไรออกไป

“ขอโทษที่ทำ...เอ่อ...จูบคุณ” โท บิกิพูดอย่างตะกุกตะกัก ผมที่เหมือนจะรู้สึกตัวใบหน้าในตอนนี้ร้อนผ่าวราวกับต้องไปผมเอามือปิดปาก หยิบสูทเก็บแว่นที่วางไว้และลุกพรวดแล้ววิ่งออกไปจากห้อง แล้ววิ่งเข้าห้องตัวเองพร้อมปิดประตูเสียงดัง พอเข้ามาในห้องผมยังคงกุมมือที่หน้าอกหัวใจที่เต้นถี่รัวอย่างที่ไม่เคยนึก คิด โทบิกิจูบผมผมเลื่อนมือขึ้นแล้วใช้ปลายนิ้วสัมผัสที่ริมฝีปากตัวเอง

อุ่น..

และนั่นคือความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลือที่ริมฝีปากของผม หวังว่าโทบิกิจะไม่คิดมากที่ผมวิ่งออกมาจากห้องโดยไม่พูดอะไรอย่างนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

หลัง จากผมตื่นไม่นานเราพูดคุยกันไม่กี่ประโยคแล้วเขาก็ร้องออกมาและเอามือปิด หน้าไว้ผมจับแขนเขาแยกออกใบหน้าที่เอ่อนองไปด้วยน้ำตาทำหัวใจผมตกไปอยู่ที่ ตาตุ่มผมรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเขาร้อง แต่ผมเริ่มงุงงงกับตัวเอง ทำไมผมถึงรู้สึกอยากที่จะกอดประโลมมาซามุเนะซัง และผมก็ทำไปตามความคิดผมดึงเขาเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของผมอย่างที่ใจต้องการ? ดูแล้วเขาคงตกใจไม่น้อยกับการกระทำปุบปับของผมละนะ ถึงผมจะกอดเขา แต่เขาก็ยังคงร้องออกมาเบาๆผมก็กระซิบบอกเขาเบาๆ จนเขาใช้มือดันตัวออกจากอ้อมกอดผมเพื่อให้ผมคลายอ้อมกอดผมก็คลายอ้อมกอดออก มาซามุเนะหยุดร้องไห้ก็จริง แต่เขาก้มหน้านิ่ง ผมเรียกชื่อเขาเบาๆซึ่งเขาเงยหน้าขึ้นมาริมฝีปากเขาเผยออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ว่าตัวเขานั้นน่าจูบขนาดไหน!และแน่นอนผมคิดอะไรผมก็เผลอทำมันทุกที ผมค่อยๆโน้มเขาไปใกล้ๆผมค่อยๆบรรจงจูบมาซามุเนะ ผมแค่สัมผัสเบาๆไม่ทำเกินเลยมากกว่านั้น และดูเหมือนมาซามุเนะซังจะไม่ปฏิเสธสัมผัสผมแต่ยอมให้ผมจูบแต่โดยดี มันสร้างความดีใจให้ผมมากๆ เหมือนเวลาผ่านไปเนิ่นนานมาก...ผมค่อยๆถอนจูบออก แล้วมองเขาด้วยสายตาที่มีนัยความแฝงอยู่ ดูเหมือนมาซามุเนะซังอยากจะพูดอะไรแต่ผมนึกขึ้นได้ที่จู่ๆเข้าไปทำอะไรที่ ไม่สมควรมันคงเป็นการเสียมารยาทเพราะก็ควรที่จะขอโทษ

“ขอโทษที่ทำ...เอ่อ...จูบคุณ” พอผมพูดจบด้วยความตะกุตะกัก มาซามุเนะซังก็ลุกพรวดแล้ววิ่งออกไปทั้งๆอย่างนั้น

ผม รู้สึกว่าผมไม่ควรทำอย่างนั้นเลย มันคงทำให้คุณรู้สึกแย่มากเลยสินะ? ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผมถึงทำอย่างนั้นลงไป ผมรู้สึกเหมือนว่าผมจะหลงรักว่าที่หัวหน้าแก๊งยากูซ่าแล้วสินะ

“ชิโระ...ฉันจะทำไงต่อไปดี” ในเมื่อไม่มีคนคุยก็ขอคุยกับงูแทนก็แล้วกันหนอ...

“....”ชิโระที่ชูคอขึ้นมาซักครู่ก็ฟุ่บลงตามเดิม...เหมือนไม่ใส่ใจที่ผมพูด หรือมันคงคิดว่า ผมเป็นบ้าอะไรถึงไปคุยกะงู? ผมถอนหายใจก่อนจะนอนลงและหลับตาทบทวนความคิดว่าผมควรจะทำอย่างไรในวันหน้า

 

 

 

 

 

 

 

 

หลัง จากที่ผมทบทวนความคิดความรู้สึกที่มีต่อโทบิกิคือความรู้สึกชอบแน่ๆ มันคงไม่แปลกใช่ไหมที่คนรู้จักกันเพียงแค่สัปดาห์เดียวสามารถทำให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งหลงรักได้แต่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วสินะ และผมอาจจะชอบโทบิกิอยู่ฝ่ายเดียวก็ได้ผมอายุเยอะกว่าเขาตั้งหลายปี เขาคงไม่มาหยุดนิ่งอยู่กับที่กับผมแน่นอน

“เฮ้อ...จริงสิ ต้องคุยกับตาแก่” ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องตัวเองเพื่อไปเรือนใหญ่ที่โมโรสุอยู่ที่นั่น

 

 

 

 

เรือนใหญ่

 

โมโรสุที่นั่งอยู่บนโต๊ะดูรายงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาเมโนะ จากที่สายรายงานมาของกลุ่มนี้ดูแล้วต้องการที่จะต้องเอาชีวิตลูกของโมโรสุ โมรุสุที่อ่านรางานจบถึงกับกุมขมับ ไม่นานก็หันไปหยิบหนังสือพิมพ์ของเมื่อวานมาอ่านดูอีกรอบ

“ตาแก่” มาซามุเนะเปิดประตูเข้ามา มันสร้างความประหลาดใจให้แกโมโรสุอย่างมากเพราะเจ้าลูกชายคนโตของเขาไม่เคยแวะมาหาเขาก่อนอย่างครั้งนี้

“วันนี้พายุเข้าแน่เลยมาซามุเนะแวะมาหาที่เรือนใหญ่อย่างนี้”

“ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”  โมโรสุเลิกคิ้วขึ้น

“ว่ามาสิ”

“วันนี้มีคนต้องการเอาชีวิตผม แต่...โทบิกิช่วยผมไว้ผม” โมโรสุเบิกตากว้างแต่ยังไม่พูดอะไรออกไป

“เขาเป็นพ่อที่เพิ่งเสียลูกชาย แล้วบอกว่าผมเป็นสาเหตุทำให้ลูกชายเขาตาย” โมโรสุที่วางหนังสือพิมพ์ไว้บนโต๊ะนึกขึ้นได้แล้วเปิดดูข่าว พบกับชายหนุ่มที่เสียชีวิตด้วยลูกกระสุนปืนโมโรสุอ่านจบก็โยนรายงานที่เพิ่ง ได้รับจากคาสุมะให้มาซามุเนะอ่าน

“มันคล้องเรื่องเข้ากับกลุ่มอาเมโนะช่วงนี้มันเริ่มมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ...ไม่นึกว่ามันจะทำอย่างนี้ โธ่ว้อย!” โมโรสุกล่าวอย่างหัวเสียพร้อมทุบโต๊ะดังปึง!

“ทีนี้ลูกก็ต้องมีอันตรายเพิ่มขึ้น เราต้องคอยจับตาดูกลุ่มอามาโนะ....คาสุมะ” โมโรสุพูดด้วยเสียที่เค่งเครียดและเรียกคาสุมะเข้ามา

“สั่งให้คนของเราจับตามมองพวกมันและให้ระวังตัวให้มากขึ้น ฉันไม่อยากให้คนในครอบครัวเราเป็นอะไร” คาสุมะพยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินออกไปจากห้อง

 

                “........” กลุ่ม อาเมโนะมันต้องการที่จะเอาชีวิตเราขนาดนั้นเชียว? ผมมองไปที่รายงานที่พ่อโยนมาให้ จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไรกันแน่นะ....จุดประสงค์ที่ต้องการเอาชีวิตผม ด้วยการยืมมือคนอื่น...ต้องถึงกับต้องฆ่าคนและให้เราเป็นแพะรับบาปแทน...ยืม มือคนอื่นเพื่อไม่ให้มือตัวเองเปื้อนเลือดอย่างนี้เลยเหรอ...ชั่วช้าที่สุด! ไม่ว่าอย่างไร...ผมก็ไม่ต้องการให้โทบิกิมาเจ็บตัวเพื่อผมอีก!
 

 

 

 

บ่นท้ายบท...แอบมุดออกนอกบล๊อคเนื่องจากไม่ใจกล้าหน้าด้านพอที่จะยืออกพกถุงอย่างภูมิใจ

ระหว่างที่แต่ง...ต้องระวังมารทั้งหลาย ท่านแม่...น้องแล้วญาติผู้ใหญ่ ....อืมก็เกือบอยู่หลายรอบ...น่ะ

 

 

อเนจอนาถแท้ชีวิตวัยรุ่น

เจอกันเอนทรีหน้าค่ะ..

จบเถ๊อะ..

 

edit @ 20 Feb 2010 12:00:55 by zxтєr-zєro#

Comment

Comment:

Tweet