คาถาที่2 : ความรู้สึกที่หวนกลับ

 

 

เมื่อ วานนี้ผมได้ออกจากบ้าน(อย่างไม่เต็มใจ)มาเพื่อทำงานชดใช้หนี้ที่ครอบครัวผม ไปสร้างไว้(ไม่รู้ไปสร้างอิท่าไหน) นั่นแหละครับ ในตอนแรกที่ผมก้าวมาผมก็เจอกับชายชุดดำ(และแน่นอนว่าไม่ใช่องค์กรชุดดำใน เรื่องโคนันแน่) สุดท้ายผมก็เกิดมีปากเสียงกับพวกเขาเล็กน้อยน่ะ...จนทำให้พวกเขาลงไปนอนเล่น บนพื้นด้วยความไม่เต็มใจ ไม่นานผมก็ฉุกคิดได้ว่าผมมาเพื่อทำงานไม่ใช่มาเอาหัวมาประเคน แต่ฉะไหนแล้ว....ผมก็มาเป็นบอดี้การ์ดให้กับท่านโมริคาวะ  มาซามุเนะ

 

ภาย ในหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ผมจะไปไปเรียนผมก็ไปที่บริษัทในเครือโมริคาวะซึ่งทั้ง วันผมมักจะถูกถามอยู่ตลอดว่าเจ้าหนูมาทำอะไรที่นี่มั่ง ที่นี่ไม่ใช่ที่เล่นเด็กมั่ง ผมก็ตอบได้ประโยคเดียวครับ ผมมาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้กับมาซามุเนะซัง และพอผมตอบอย่างนี้ทีไรก็มันจะโดนด่านตลอดเพราะเรียกชื่อละมั้ง? แต่ผมจะเรียกของผมอย่างนี้นี่มาซามุเนะซังก็อนุญาตด้วย แต่บางคนก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่หัวเราะกับคำตอบของผมแล้วแค่บอกว่าพยายามเข้านะ พ่อบอดี้การ์ดตัวน้อย

หลัง จากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี้มาสัปดาห์หนึ่งผมเริ่มสนิทกับมาซามุเนะซังมากขึ้น ที่จริงเขาเป็นคนที่น่าสนใจมากผมถามเขาเหมือนกันนะว่าทำไมต้องทำหน้าบึ้งๆ ตลอดเวลา ซึ่งเขาก็ได้แต่ตอบมาว่าเพราะสถานะมันจำเป็นที่จะต้องปั้นสีหน้าเป็นผู้นำ ทั้งๆที่ไม่ได้อยากทำแม้แต่น้อย และผมก็มักจะจะเห็นสีหน้าที่เศร้าๆผมรู้สึกอยากที่จะเข้าไปปลอบบ้างจัง? แต่ก็นะผมเริ่มรู้สึกว่ามาซามุเนะซังเริ่มปล่อยตัวธรรมดาเมื่อเวลาอยู่กับผม ซึ่งผมก็ดีใจมากที่ดูเหมือนจะเป็นคนที่สร้างความสบายใจให้แก่เขา

เอาละเข้าเรื่องของวันนี้ผมก็ได้ที่เรียนเรียบร้อยดั่งท่านโมริคาวะ  โม โรสุบอกจริงๆแฮะ...วันนี้ผมก็จะได้ใส่ชุดนักเรียนซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคย ใส่มาก่อน ในหมู่บ้านผมจะมีสถานที่เรียน แต่ใส่ชุดธรรมดากันไม่มีชุดแบบนี่หรอกนะ มันก็เลยออกจะแปลกๆสำหรับผมไปบ้างแต่ผมว่าการไปโรงเรียนมันคงจะสนุกกว่าการ เรียนในหมู่บ้านของผมแน่นอนเลย(มั้งนะ)

“มิโด้คุงไปกันได้แล้วละ”

“ครับคาสุมะซัง”

 

 

 

 

 

ครืน...

 

“ทำความเคารพ”

“สวัสดีครับ(ค่ะ)”

“อืมสวัสดี เอาละ...วันนี้มีข่าวดีจะมาบอกห้องของเราจะมีนักเรียนเข้าใหม่มาร่วมเรียนกับเรา” เมื่ออาจารย์เริ่มพูดประโยคที่ทำให้นักเรียนในห้องเริ่มพูดคุยกันเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ

“จะต้องเป็นหนุ่มหล่อแน่ๆเลย”

“กรี๊ด ถ้าเป็นได้จริงคงดีมาก”

“ไม่น่าใช่ ต้องเป็นสาวน้อยสุดโมเอะแน่ๆ”

“รึไม่ก็สาวอกอึ๋มๆ สวยกว่าผู้หญิงในห้องเราแน่ๆ” คน อื่นๆในห้องทั้งชายทั้งหญิงต่างถกเถียงกันเรื่องของเด็กใหม่ที่จะมาเข้ารียน มีแต่ชายผู้ที่อยู่หลังห้องคนเดียวที่นั่งท้าวคางพลางหาววอดๆ

“จะอะไรกันนักหนาฟะ...กะอิแค่เด็กใหม่..”

“เอาละ เอาละ เงียบๆกันหน่อยสิ จะเป็นใครไม่สำคัญแต่เข้าจะมาอยู่ร่วมกับเรา เข้ามาได้แล้ว” พออาจารย์กล่าวจบเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับชายหนุ่มก้าวมายืนหน้าชั้นเรียน

“กรี๊ดด ดดดฉันบอกแล้วต้องเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดีแน่ๆ”

“โธ่...มันจะมาทำไมวะ พวกผู้หญิงก็เห่อผู้ชายจริงๆ”

“ฮะๆ..เอาเถอะให้เขาแนะนำตัวกันก่อนดีไหม”

“...ผมชื่อมิโด้  โทบิกิ ความสามารถพิเศษคือวิชาตัวเบาครับ” โทบิกิโค้งตัวพร้อมส่งยิ้มแบบเด็กๆไปให้ทุกคนทั้งชายหญิงต่างมีแต่เอ๊ฟเฟค ดัง ป๊อง... ลอยให้ทั่ว โทบิกิกวาดสายตาไปทั่วก็เอียงคอด้วยความงงเล็กน้อยก่อนจะสะดุดสายตาไปยังชาย หลังห้องที่เอาหัวซุกกับโต๊ะทำเหมือนว่าฉันไม่รับรู้เรื่องอะไรอีกแล้วอะไร เทือกนี้ ผมที่ชี้ออกมาสองข้างคล้ายหูกระต่ายมันรู้สึกคุ้นตา โทบิกิ คิดอย่างนี้ในใจ ก็จะโผล่งขึ้นโดยไม่สนใจคนรอบข้าง

“กระต่าย(*อุซางิ)!!”  ชายที่เอาหัวซุกกับโต๊ะค่อยๆเงยหน้าขึ้นเหมือนรู้สึกถึงความคุ้นเคยกับชื่อเรียกพอเงยหน้าขึ้นมาตรงๆเบิกตาให้กว้างขึ้นก่อนจะนิ่งค้าง

“เจ้าเหยี่ยวปีกหัก...(*โทบิ)” ชายที่ถูกเรียกว่าอุซางิ ลุกขึ้นพรวดพร้อมชี้หน้าไปยังโทบิกิ

“แกมาทำอะไรที่เน้!!!”

“อ้าวมิโด้รู้จักกับมาซากิด้วยเหรอ งั้นมิโด้ไปนั่งข้างมาซากิละกัน เอ้อมาซากิคุงแนะนำสถานที่ให้มิโด้เขาฟังด้วยละกัน”และนี่ก็คือการพบกันระหว่างเหยี่ยวและกระต่าย

 

 

 

 

 

ตอนนี้ผมได้แต่ต้องอยู่ข้างอุซางิ หรือชื่อจริงๆก็คือ ฮานาโซระ  มา ซากิ ซึ่งผมมักจะเรียกว่าอุซางิจัง เขาเป็นคนที่หน้าตาคล้ายผู้หญิงมาก ครั้งแรกที่พบเจออุซางิจังพบยังนึกว่าเจ้านี่เป็นผู้หญิงด้วยซ้ำซึ่งครั้ง นั้นผมรู้สึกว่าเจ้าหมอนี่จะเป็นรักแรกของผมและเป็นจุบจบ(ที่จริงเป็นความ เข็ดหลาบเลยนะ)ของความรักผมด้วยนี่สิ...ซึ่งตั้งแต่นั้นมาผมไม่คิดไรเกินเลย มากกว่านี่กับคนอื่นแม้แต่น้อย

อุ ซางิจังเคยอยู่ที่หมู่บ้านของผม และที่แน่ๆหมอนี่เป็นนินจาเหมือนผม แต่จู่ๆทางบ้านอุซางิจังก็ต้องย้ายบ้านซึ่งมาอยู่ใกล้ๆแถวๆโรงเรียนแห่งนี่ แน่นอน ที่สำคัญก่อนจะจากกันผมไปทำความแค้นอะไรกับเจ้านี่ก็ไม่รู้...มันก็มาบอกว่า ฉันจะไม่มีวันแพ้คนอย่างนานเด็ดขาดซึ่งจนกระทั่งตอนนี้ผมก็ยังคงตีปัญหาไม่ แตก ผมก็คิดไปเรื่อยเปื่อยพร้อมจ้องหน้าคุณกระต่ายตรงหน้าไป

“ทำไมฉันต้องมาคอยดูแลแกด้วยวะโทบิกิ” คำพูดที่ขัดกับหน้าตา...มันขุดคำออกมาจากไหนกันนะ?

“เพราะนายคืออุซางิจังไง”

“แกเลิกเรียกฉันว่าอุซางิจังสักทีได้ไหม ฉันชื่อมาซากิ ไม่ใช่อุซางิ! นายเป็นปลาทองรึไงห๊ะ” และแน่นอนมันว่าอะไรมาผมก็ไม่สะเทือน หรือว่าผมจะเป็นคนหน้าด้าน?

“อ่อเปล่า ก็...นายออกจะน่ารักเหมาะกับชื่อนี่ดีออก” อ้าวเฮ้ย...ไหงมันหน้าแดง?ผมพูดให้มันโกรธเหรอเนี้ย?

“ทำไมนายหน้าแดงๆ ไม่สบายหรือโกรธฉันรึไง” เอ้าแดงหนักกว่าเก่านี่ผมทำไรผิดอย่างแรงรึเปล่าเนี้ย

“ไม่รู้เฟ้ย นายอย่ามากวนได้ไหม ฉันจะเรียน!” อ๋อ...ที่แท้อยากจะเรียนนี่เอง อิเราก็นึกว่าอะไร

และ ทั้งวันผมก็ได้แต่คลุกอยู่กับอุซางิจังแต่พอช่วงพักก็จะมีสาวๆน่ารักๆเข้า มาทักทายไม่ขาดสายบางครั้งก็มีหนุ่มๆ...แวะมาทักทายบ้างแต่ไม่ได้เข้ามาทัก ทายแบบยินดีนะครับ..เข้ามาบอกว่าผมอย่าหลงตัวเองให้มากนัก...ผมก็ไม่ค่อยจะ รู้เรื่องนี้ครับว่าหมายถึงอะไร แต่พอเริ่มรู้ๆแล้วว่าผมเป็นที่สนใจของสาวๆในห้องและนอกห้องนั่นเอง... และดูเหมือนว่าอุซางิจังจะไม่ค่อยพอใจผมเสียเท่าไร จนผ่านไปถึงเวลาเลิกเรียนชีวิตในรั้วโรงเรียนผมก็จบไปหนึ่งวัน วันนี้ผมก็รู้แล้วละทุกตารางของโรงเรียนมีอะไรบ้างแต่ไม่เข้าขั้นถึงรู้ว่า แบคทีเรียมันมีอะไรตรงไหนหรือรูหนอนกี่รูนะครับผมหมายถึงสถานที่ต่างๆอะไร เทือกนั้น

ผม ไปพร้อมกับอุซางิจังเราทั้งคู่เดินผ่านสนาม ผมสังเกตและมองเห็นรถยนต์สีดำเงาจอดอยู่หน้าประตูโรงเรียนและผมก็รู้แล้วว่า นั่นเป็นรถของมาซามุเนะซัง

“ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะอุซางิจัง” ผมโบกมือลา ซึ่งทางนู้นรู้สึกจะพึมพำออกมาว่าใครอยากจะไปเจอคนอย่างแก ซึ่งแน่น๊อนแน่แน่อย่างที่สุดที่นินจาอย่างผมต้องได้ยิน

ผม เดินไปยังรถของมาซามุเนะซังที่จอดรถไว้ข้างหน้า ผมเปิดประตูเข้าไปพบกับมาซามุเนะที่นั่งอยู่ที่คนขับสายตายใต้แว่นหันมามอง ผมอย่างเรียบนิ่งเหมือนปกติ

“เป็นไงได้เพื่อนใหม่เยอะไหมละโทบิกิ” เมื่อผมเข้ามานั่งข้างคนขับและปิดประตูลงมาซามุเนะคลายสีหน้าที่เรียบนิ่งมาเป็นอารมณ์ที่ผ่อนคลาย

“ก็เยอะนะครับ ผมเจอเพื่อนเก่าด้วย ผมรู้สึกคิดถึงเจ้านั่นมากถึงแม้เจ้านั่นจะเกลียดขี้หน้าผมนิดๆ”

“งั้นเหรอ...” มาซามุเนะซังพูดเบาๆ

“แล้วทำไมมาซามุเนะซังถึงมารับผมเองละครับ ผมจำเส้นทางได้หมดแล้วนะเนี้ย”

“วันนี้มีงานเลี้ยงน่ะ...” ตอนนี้ใบหน้าของมาซามุเนะซังกลับมาเรียบนิ่งเหมือนเดิม หรือเขาไม่พอใจที่ต้องมารับผมกันนะ

“จริงสิ..ผมยังไม่ได้แนะนำชิโระเลย”

“ชิโระ?” ผมก็ส่งยิ้มไปให้ระหว่างทางที่ติดไฟแดง มาซามุเนะหันมามองหน้าผมพร้อมขมวดคิ้วทำหน้าสงสัย

“ก็นี่ไงครับ...”จู่ๆ ชิโระก็เลื่อยออกมาจากกระเป๋านักเรียน ชิโระคืองูที่มีสีขาวตามชื่อซึ่งมันทำให้มาซามุเนะซึงถึงกับสะดุ้งโหยงที่ จู่ๆมีงูเลื่อยออกมา

“ชิโระเป็นงูที่มีสีขาว ผมเก็บมันมาเลี้ยงเมื่อไม่นานมานี้ตอนที่ผมยังอยู่หมู่บ้านนะครับ มันเป็นงูที่ฉลาดมากเลยนะครับ”

“เอ่อ...”

“ผมจะให้ชิโระไปทำหน้าที่ช่วงเวลาที่ผมไปเรียนแทนนะครับ” ซึ่งดูแล้วมาซามุเนะซังรู้สึกอึ้งๆเล็กน้อยในประโยคที่ผมได้พูดออกไปมันน่าตกใจเหรอครับนั่น

“งูเนี่ยนะ...”

“จุ๊ๆ อย่าลืมสิครับเป็นงูของนินจานะครับ มันต้องไม่ธรรมดาสิ อ๊ะ!มาซามุเนะซังไฟเขียวแล้วครับ!”

และ สุดท้ายเราก็ไปร่วมงานกันจนได้ ดูๆแล้วผมก็ได้แค่เดินตามติดมาซามุเนะซังที่เข้าไปทักทายคนในงาน ผมก็ทำหน้าที่สุดความสามารถผมกวาดสายตามองไปทั่วสังเกตคนที่อยู่ในงานจับพิ รุทคนที่ต้องการทำร้ายมาซามุเนะซัง ซึ่งเท่าที่ดูๆแล้วมันไม่มีอะไรที่ผิดปกติแม้แต่น้อยและ ณ เวลานี้เท่ากับว่าผมว่างงานนะครับนี่และผมเริ่มเบื่อนิดๆแล้ว มาซามุเนะซังที่สังเกตเห็นอาการของผมจึงขอตัวลาก่อนที่งานจะจบ ระหว่างทางที่จะเดินยังไปยังโรงจอดรถ

“ทำไมถึงกลับก่อนงานจบละครับ” มาซามุเนะหันมามองพลางเลิกคิ้วขึ้น

“ก็เธอดูเบื่อๆแล้วไม่ใช่เหรอ” มาซะมุเนะพูดอย่างขำๆ ดูแล้วนี่จะเป็นครั้งแรกซะด้วย แล้วส่งยิ้มมาให้อีกนี่สิ...ดูแล้วทำเอาใจเต้นเลยแฮะ...มันเหมือนกับช่วงที่ เราหลง(ผิดไป)ชอบอุซางิจังในตอนนั้นเลยแฮะ...

“มาซามุเนะซังยิ้มอย่างนี้แล้วดูดีกว่าตอนทำหน้าบึ้งๆอีกนะครับ”  มาซามุเนะซังทำหน้าอึ้งๆก่อนจะมีแถบริ้วชมพูอ่อนๆแต้มอยู่บนแก้มทั้งสองข้าง  นะ...น่ารักอะ...อยากเห็นบ่อยๆจัง

“...กะ..ก็ได้ แค่กับเธอคนเดียวเท่านั้นแหละ” เอ่อ ประโยคอย่างนี้...ถ้าให้ผมเปลี่ยนสถานะไปได้มันคงจะดีมากนะ..แล้ว...นี่เรา คิดไรไปเนี้ย!? ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วเนี้ยย! ก่อนจะคิดฟุ้งซ่านไปกว่านี้

 

แกร๊ก.. คลิ๊ก...

 

เสียง สับไกของปืนดังขึ้นผมหันควับไปทางซามุเนะซังทันทีผมเริ่มมองไปรอบๆพร้อมกับ จับจิตสังหารว่ามีใครอยู่ตรงนี้อีกไหม ซึ่งที่แห่งนี้มีแค่คนเดียวที่ที่เล็งปืนไปทางมาซามุเนะซัง

“เพราะแก๊งค์แก...ถึงทำให้ลูกชายฉันตาย!” มาซามุเนะหันมาทางผมผมอ่านจากสายตาแล้ว...มาซามุเนะซังไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย

“ใจเย็นๆก่อนครับคุณลุง” คนประเภทนี้ต้องมีความทุกข์มามากถึงตัดสินใจเอาปืนขึ้นมาเตรียมยิงเช่นนี้ คนแบบนี้ต้องเกลี้ยกล่อมให้ใจอ่อนแล้วค่อยยึดอาวุทตอนที่ยังไม่ทันตั้งตัว

“เจ้าหนู...ไม่ต้องมาพูดยื้อฉัน ถ้าไม่มีมัน ลูกฉันก็ไม่มีทางตาย!!”

“เดี๋ยวสิครับ...ผมยังไม่เคย..”

“ไม่ต้องมาพูดมากแกตายซะเถอะ!!”

 

ปัง!     

 

“ไม่ว่าอย่างไรผมก็จะไม่ให้คุณลุงทำร้ายมาซามุเนะซังแน่นอน” ผมซึ่งใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้ารับกระสุนแทนมาซามุเนะซังไว้ได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่จะใช้วิชาหายตัวไปข้างหลังของลุงคนนั้นก่อนะสับที่ท้ายทอยไม่แรงมาก เพราะผมไม่ต้องการที่จะเอาชีวิตเขาผมก็ทำให้แค่คุณลุงสลบเท่านั้น ก่อนที่ผมจะทรุดร่างคุกเข่าลงกับพื้น และส่งยิ้มให้มาซามุเนะซัง ผมมองดูว่าชิโระที่ซุกอยู่ในเสื้อโดนลูกหลงหรือไม่ พอเห็นมันเลื้อยออกมาดูอาการผมผมก็ค่อยโล่งใจที่มันไม่โดนลูกกระสุน ผมถอดเสื้อนอกออกแล้วนำมากดที่หัวไหล่แผลดูแล้วค่อยยังชั่วเมื่อกระสุนไม่ ฝังที่หัวไหล่ตอนนี้เลือดของผมที่ไหลออกมาเจิงนองพื้นทำเอาผมตาพร่าก่อนที่ จะเลือนลางไปมากกว่านี้ผมมองไปยังมาซามุเนะที่วิ่งมาทางผม

“ดีจังที่คุณไม่เป็นอะไร...”

“โทบิกิ!” สิ้นเสียงของมาซามุเนะซังผมก็หมดสติไปทั้งๆอย่างนั้น

 

 

 

บ่นท้ายบท คิดจะอ่านออกไหม...เนื้อเรื่องมั่วซั่วไปอีกจริงๆ อ่านแล้วคงสร้างความงุนงงให้อีกสินะ...

จบเถ๊อะ...

edit @ 19 Feb 2010 20:11:54 by zxтєr-zєro#

Comment

Comment:

Tweet