[Novel] Kirsch ราชาตกกระป๋อง 02

posted on 04 Oct 2011 00:27 by teamzero in Kirsch

   เคียร์ราชาตกกระป๋อง ภาค ขุนพลทั้ง 5

 

 

          ลำนำบทที่ 1 : ก้าวแรกของราชาองค์ใหม่

 

          20 ปี ให้หลัง

 

           ตึก ตึก ตึก ...

           เสียงวิ่งไปตามระเบียงดังขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทาง และมาหยุดที่หน้าห้อง ห้องหนึ่งพร้อมด้วยเสียงเคาะประตูห้องรัวเร็วอย่างเร่งรีบตามมา สีหน้าคนที่เคาะประตูนั้นหอบหายใจ เหงื่อตก ปากสั่น นัยน์ตากรอกไปมาอย่างระคนทำตัวไม่ถูก ไม่นานเจ้าของห้องก็เปิดออกมาพร้อมทำหน้าสงสัย ที่จู่ๆ องครักษ์ส่วนพระองค์ก็มาเคาะประตูห้องรัวๆ เช่นนี้

            “มีอะไรหรือ?” เสียงทุ้มนุ่มดังออกมาเหมือนพยายามจะบอกว่า ‘ให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวจะขาดอากาศหายใจไปเสียซะก่อนที่จะได้พูด’

             “องค์ราชาทรง...” นัยน์ตาของคนฟังเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อ

.

..

...

 

           ปึง!

          ตึก ตึก ตึก ตึก...

          เสียงประตูที่ท้องพระโรงดังขึ้น พร้อมด้วยเสียงกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างเป็นจังหวะที่เร่งรีบ จุดมุ่งหมายคือตรงกลางของท้องพระโรงที่มี หัวหน้าองครักษ์ ขุนนาง นายพล หัวหน้ากอง และนายทหารจำนวนหยิบมือยืนอยู่ ใบหน้าทุกคนต่างเคร่งเครียดกับเหตุการณ์ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะมีเค้าลางว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก่อนหน้า แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกะทันหันจนไม่ให้ตั้งตัวขนาดนี้

          “ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเครียดกับเกตุการณ์ครั้งนี้

          “พวกกระหม่อมก็เพิ่งทราบเรื่องเมื่อเช้านี้พระย่ะค่ะ...ต้องขออภัยด้วยที่พวกกระหม่อมไร้ความสามารถ จึงเป็นเช่นนี้” องครักษ์ส่วนพระองค์เอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคอตก สำนึกผิดที่ไร้ความสามารถแบบนี้!

          “แฮ่กๆ ท่านหัวหน้าอาร์เนล แฮ่กๆ ข้าพบสิ่งนี้วางอยู่บนโต๊ะในห้องบรรทมขององค์ราชาขอรับ” องครักษ์ในสังกัดวิ่งเข้ามาด้วยอาการหอบฮัก พร้อมยื่นจดหมายให้กับหัวหน้าองครักษ์ส่วนพระองค์ นัยน์ตาสีแดงสดจ้องมองไปยังจดหมายในมือตนเองก่อนจะเปิดคลี่อ่าน พร้อมเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

          “  ‘ถึงลูกชายที่รัก

          พ่อรู้ว่าทางบ้านตอนนี้คงจะตกอกตกใจอย่างใหญ่หลวงวุ่นวายมากถึงมากที่สุดที่พ่อกับแม่หายตัวไปอย่างไร้ล่องลอย ซึ่งคงทำให้ เจ้าหนูอาร์เนลปวดหัวไม่น้อยที่ต้องตามหาตัวข้า(หัวเราะ) เอาเป็นว่า พ่อยกบัลลังก์ราชาปีศาจนั่นให้เจ้านะเคียร์  เจ้าจะบริหารอะไรยังไงก็เรื่องของเจ้าพ่อไม่เกี่ยง จะดีขึ้นจะล่มจม หรือเจ้าจะยกให้คนอื่นก็ได้ แต่พ่อเชื่อว่าเจ้าจะทำได้ดีนะ(หัวเราะ) พ่อกับแม่ ขอตัวออกไปเที่ยวรอบโลกก่อนนะว่างๆ จะแวะเข้าไปหาที่วังปีศาจนะจ๊ะ จุ๊บๆ

             ปล. พ่อต้องขอโทษที่แอบหนีออกมาโดยไม่บอกอะไรมีเพียงจดหมายสั้นๆ เอาไว้เป็นของดูต่างหน้าแบบนี้ ก็คนมันอยากจะให้พวกปีศาจที่รักข้าทั้งหลายได้ออกกำลังกายยามเช้าซะบ้าง

                                                                                       ด้วยรักและห่วงใยจากราชาปีศาจ(ปลดเกษียน)’

          เนื้อความในจดหมายเขียนมีเพียงเท่านี้ครับ ....” คนถือจดหมายกระพริบตาถี่ๆ จ้องมองไปยังเนื้อความในจดหมายอย่างมึนๆ นี่แสดงว่าหาโอกาสหลบออกเที่ยวไปได้แล้วสินะ!!? แล้วก็เป็นการไปเที่ยวแบบไม่มีกำหนดกลับอีกต่างหาก! แถมด้วยเซอร์ไพรส์ยกบัลลังก์ให้องค์ชายเคียร์แบบกะทันหัน แล้วไอ้ประโยคไร้ความรับผิดชอบนั่นมันหมายความว่ายังไง!?

          “...” เคียร์คว้าจดหมายมาไว้ในมือ แล้วกวาดสายตามองเนื้อความข้างในอีกครั้งด้วยมือที่สั่นระริก ท่านพ่อออ!!

           “กระหม่อมทรงทราบว่าองค์ราชานั้นเป็นคนรักสนุก ท่านมักจะวางแผนแผลงๆ อะไรทำนองนี้มาตลอด ทุกครั้งพวกกระหม่อมก็ขัดขวางแผนการหลบหนีออกไปเที่ยวเล่นได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้...พวกกระหม่อมหาได้มีความสามารถไม่...”

          “เฮ้อ เอาเถอะอาร์เนลเรื่องมันก็เป็นซะแบบนี้...ท่านพ่อนะท่านพ่อ...ทำไมท่านชอบทำให้เรื่องมันวุ่นวายแบบนี้ ท่านก็รู้ว่าข้าน่ะ...เป็นปีศาจที่อ่อนของโคตรอ่อนที่สุดในโลกแล้วยังเกิดเรื่องแบบนี้อีก! “

 

 

          หลังจากนั้นผ่านไปไม่กี่วัน องค์ชายเคียร์ไม่สิ ราชาเคียร์ก็ขึ้นครองราชย์แทนราชาองค์ก่อน(ที่หนีออกไปเที่ยวกับคุณแม่ยังสาว) สองคน ทิ้งลูกชายสุดแสนจะ...อืม...แสนจะ...(ไม่อยากจะเอ่ย) ไว้เบื้องหลังไว้กับเหล่าข้าราชบริพารปีศาจหน้าโฉดหนังหนาทั้งหลาย

           บัลลังก์สีแดงสดเหมือนย้อมสีด้วยเลือดชวนน่าเกรงขามแผ่อำนาจออกมาว่านี่คือสิ่งยืนยันว่าตนนั้นเป็นราชาของหมู่เหล่าปีศาจอย่างเต็มตัว นัยน์ตาสีชมพูใสจ้องมองไปยังที่นั่งบัลลังก์ก่อนที่ก้าวเข้าหาบัลลังก์และกำลังจะหย่อนตัวลงไปนั่งอย่างภาคภูมิใจ แต่กระนั้นดันโดน ‘บางสิ่ง’ ยัน ทำให้ ‘ราชาองค์ใหม่’ เสียหลักล้มกลิ้งคะมำไปยังท้องพระโรงท่ามกลางสายตาเหล่าข้าราชบริพารทั้งหลาย แล้วสิ่งที่ยัน(ถีบ)ราชาตกจากบัลลังก์คือฝ่าเท้าของเสนาธิการฯฝ่ายขวา

           “นับจากนี้ไปของประกาศว่า ข้า...โอเซนเบอรอน จะขึ้นเป็นราชาของพวกเจ้า แทนเจ้าเด็กไร้ความสามารถนี่! ใครขัดขืนโทษสถานเดียวคือ ตาย!!”  เคียร์ที่ลงไปกองกับพื้น ได้แต่ทำตัวงุนงงว่าทำไมเหตุการณ์มันกลับตาลปัตรเช่นนี้ นี่มันการล้มราชบัลลังก์ชัดๆ แล้วนี้ไม่ทำวันอื่นมาทำวันที่ข้าจะขึ้งครองราชย์เนี่ยนะ ไม่มีอะไรหน้าอับอายขายหน้าไปมากกว่าการถีบตกบัลลังก์ที่คนกำลังจะนั่งลงไปเช่นนี้อีกแล้ว!!?

          “นี่เจ้า ถึงกับกล้าทำเช่นนี้ ทหาร!!” เคียร์ตะโกนเรียกทหารแต่กลับได้รับความนิ่งเงียบเป็นคำตอบ หรือว่าเจ้านี่มันจะยึดอำนาจเบ็ดเสร็จหมด! เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นก่อนโอเซนเบอรอนจะเอ่ยด้วยเสียงอันดังพร้อมด้วยรอยยิ้มแสยะ “ทหาร! จับตัวนักโทษ!!” เคียร์ที่นั่งอยู่ตรงพื้นท้องพระโรงถึงกับขมวดคิ้วนัยน์ตาสีชมพูมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

          “หึๆ ไม่ต้องจ้องมองข้าด้วยสายตาชื่นชมข้าเช่นนั้นหรอก... เดี๋ยวเจ้าก็ไม่มีตาคู่นั้นให้จ้องมองข้าแบบนั้นแล้ว เพราะเจ้าจะถูกประหารในวันพรุ่งนี้แล้ว หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

          เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายดังไปทั่วราชวังยาวนาน เคียร์ที่ถูกหิ้วปีกออกไปถึงกับทำหน้าปั้นยาก ถึงเขาจะมีสมองแต่ไม่มีพลังพอที่จะต่อต้านได้ การณ์เป็นเช่นนี้เขาจะทำเช่นไรต่อไปดี...หรือต้องยอมรับความตายแต่โดยดี?

.

..

...

          ในห้องคุกมืดใต้ตัวพระราชวังนั้นมีบุคคลสำคัญที่ไม่คิดเลยว่าจะมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ และขณะนี้เขากำลังบ่นพึมพำกับตัวเองไปพลางหัวเราะไปพลาง ทำให้เหล่าทหารปีศาจถึงกับหนาวสันหลังเลยที่เดียวเพราะมันหลอน!?

          “ฮ่าๆ..ท่านพ่อ...ท่านรู้ไหมว่าท่านน่ะทำผิดขึ้นร้ายแรงมากๆ ถึงมากๆๆ แต่ลูกก็ยังรักพ่อเสมอ ถึงท่านจะโยนความตายที่ท่านไม่ได้ตั้งใจจะก่อมาให้เกิดกับข้าก็ตาม ข้าได้แต่หวังว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะมีความสุขในชีวิตที่อยู่แทนลูกอกตัญญูที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ข้าจะถือว่ามันเป็นคราวเคราะห์ของลูกคนนี้ก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ” ข้าได้แต่บ่นพึมพำราวกับคนเก็บกดมานานเหมือนจะกล่าวโทษก็ไม่เชิง จะกล่าวสรรเสริญก็ไม่เชิง... นี่ข้าต้องมาจบชีวิตวัยหนุ่มด้วยการควักหัวใจรึนี่... ทำไมอนาคตชีวิตของข้าถึงสดใสเช่นนี้นะ...

          สรุปสั้นๆก็...ข้าเกิดอาการจิตหลอนเฉียบพลันนั่นแล

          ขณะที่ข้ากำลังร่ายประโยคเชิงลบและเชิงบวกให้แก่ตัวเองก็มีเสียงเรียก “ท่าน...” เสียงเบาๆ ดังขึ้นที่ลูกกรง ซึ่งข้าไม่ค่อยจะสนใจจะฟังมันเสียงนักเท่าไหร่ว่ามันจะเรียกใคร เพราะตอนนี้ข้ากำลังเพ้อฝันถึงการตายในวันพรุ่งนี้อย่างมีความสุข(?)

          “ท่านเคียร์...” เสียงดังขึ้นและ ชื่อนั้นมันก็คุ้นๆ ซึ่งข้าก็จำได้ว่า...มันเป็นชื่อของข้านี่หว่า ข้าหันไปที่ลูกกรงซึ่งทหารยามที่เฝ้าข้านั้นหลับไปแล้วเพราะคนตรงหน้า

          “อาร์เนล นี่เจ้า?” ข้าลุกขึ้นยืนและก้าวเดินไปยังลูกกรง ข้ามองไปยังอาร์เนลที่สะบัดมือขวาไปมาด้วยความสงสัย

          “กระหม่อมมาเพื่อช่วยท่านออกจากที่นี่พระย่ะค่ะ” ข้ากระพริบตาถี่ๆ ด้วยความที่ยังไม่หายหลอนจากก่อนหน้านี้

           “อาร์เนล เจ้าว่าอย่างไรนะ?” ข้าถามซ้ำไปอีกรอบ ซึ่งได้คำตอบออกมาโดนการฟันลูกกรงขาดเป็นสองท่อน สายลมที่ไม่ควรมีในคุกใต้ดินกลับผ่านตัวข้าทำให้ทรงผม เสื้อปลิวไปตามแรงลมที่อาร์เนลเป็นคนสร้างขึ้น

            ข้าขมวดคิ้วเป็นปม อาร์เนลพยายามช่วยให้ข้าแหกคุกออกไป ข้ากระชากคอเสื้ออีกฝ่ายเข้ามาหา แล้วพูดเสียงลอดไรฟัน

            “นี่เจ้ากำลังทำให้ชีวิตเจ้ามีความเสี่ยงนะ!!” ข้าจ้องไปยังนัยน์ตาสีแดงสดนั่น ซึ่งอาร์เนลก็จ้องตาข้ากลับอย่างไม่หวั่นไหว เป็นข้าเองที่จ้องอาร์เนลด้วยนัยน์ตาสั่นระริก “ข้าไม่เข้าใจทำไมเจ้าถึงเอาชีวิตตนเองมาเสี่ยง” ข้าพึมพำเบาๆ ก่อนจะคลายมือที่กำแน่แล้วปล่อยคอเสื้ออีกฝ่ายช้าๆ อาร์เนลยิ้มเหมือนเหนื่อยๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงอันเบาเช่นกัน

            “มันเป็นหน้าที่...” ข้ากัดปากตัวเอง...ทำไมข้าถึงไร้ความสามารถเช่นนี้นะ...

            “หัวหน้าอาร์เนล เราต้องรีบแล้ว” ลูกน้องในสังกัด เร่งข้ากับอาร์เนล จู่ๆ มือของอาร์เนลก็คว้ามือของข้าให้วิ่งออกไปซึ่งข้าก็ไม่ขัดการแตะต้องตัวเลยแม้แต่น้อย พวกเราวิ่งกันไม่นาน ก็พ้นตัวปราสาทด้วยอุโมงค์ทางลับที่ท่านพ่อของข้าสร้างขึ้นเพื่อหลบหนีออกไปเที่ยวเล่นกับมีประโยชน์เมื่อยามนี้ ข้า อาร์เนล และ องครักษ์ส่วนพระองค์บางส่วนวิ่งออกมายังป่า ข้าหอบฮักด้วยความเหนื่อยผิดกับเหล่าองครักษ์ที่ไม่แสดงอาการเหนื่อยหอบแม้แต่น้อย ข้ายกยิ้ม นี่ข้าอ่อนแอกว่าปีศาจทั่วๆ ไปขนาดนี้เชียว...

          “พวกกระหม่อมคงส่งท่านได้เพียงเท่านี้องค์ราชา” ข้าเงยหน้าขึ้นมองเหล่าองครักษ์ส่วนพระองค์ ด้วยแววตาหลากหลาย ทำไมพวกเจ้ายังเรียกข้าว่าราชา ทั้งๆ ที่ข้าถูกชิงบัลลังก์เช่นนี้ เหมือนสีหน้าข้าจะบ่งบอกชัดเจนจนอาร์เนลหัวเราะออกมาเบาๆ

          “อย่างไรพวกกระหม่อมนั้นก็ถือว่าท่านเป็นองค์ราชาของพวกกระหม่อม ไม่ใช่เจ้าเสนาธิการฯขวาชั่วร้ายนั่น” ข้ายกยิ้มเล็กน้อย เล็กน้อยจริงๆ ข้าดีใจที่พวกเขายังคิดว่าข้ามีความคู่ควรต่อบัลลังก์นั่น

          “ขอบใจมาก” เสียงของข้าเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น

          “ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะมาชิงบัลลังก์คืน...ให้ได้ เพราะท่านพ่อเป็นคนยกให้ข้าแล้วนี่นา ถูกไหมอาร์เนล”

          “ถูกต้องที่สุดพระย่ะค่ะ” อาร์เนลยิ้มจนไม่เห็นลูกตาแล้ว ข้าเห็นว่ายิ่งยืดเยื้อมันจะส่งผลร้ายต่อกลุ่มองครักษ์จึงตัดสินใจหันหลังแล้วเดินจากไป

          “เดี๋ยว!” ข้าหันหน้ากลับไปตามเสียงเรียก ก็ต้องหันกลับไปทั้งตัวเนื่องจากกระเป๋าใบยักษ์ถูกโยนมา

           “กระหม่อมขอแนะนำว่า ท่านควรนำสัมภาระที่จำเป็นติดตัวไปบ้าง และควรหาแนวร่วมในการชิงบัลลังก์คืนพระย่ะค่ะ” ข้ายิ้มแฉ่ง เจ้าอาร์เนลยังเป็นคนที่เอาใจใส่เหมือนเดิม ก่อนที่จะก้าวไปยังข้างหน้า ข้าหันเดินเข้าไปที่          อาร์เนลก่อนจะคว้าตัวเข้ามากอดหมับ

            “ขอบใจ..ขอบใจเจ้ามากสหายข้า” ตบหลังอาร์เนลเบาๆ สองสามที ข้าก็กลับหลังหันเดินไปยังป่า ข้าเดินไปพลางยกมือขวาขึ้นโบกไปมาเล็กน้อยเป็นการอำลาก่อนจะออกแรงวิ่งเข้าสู่ป่าอันวังเวงข้างหน้า การจากลาครั้งนี้เป็นเพียงก้าวแรกของข้าที่ต้องไปผจญกับสิ่งยากลำบากภายภาคหน้า ซึ่งข้าต้องเอาตัวให้รอดให้ได้หลังจากข้าเดินจนลับสายตาไป

 

            “พวกกระหม่อมก็หวังว่าท่านจะทำสำเร็จ...” เมื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจบ อาร์เนลพลุบตาลงชั่วครู่ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าทหารที่อยู่ฝ่ายเสนาธิการฯ ขวา ...โอเซนเบอรอน

             อาร์เนลหันไปประจันหน้ากับกองทหารขนาดใหญ่ก่อนสูดอากาศเข้าปอดเต็มๆ พร้อมตั้งท่าพร้อมประจันหน้ากับฝ่ายทหาร พร้อมตะโกนสั่งลูกน้องด้วยเสียงอันดัง

             “ในนามของข้า อาร์เนล หัวหน้าองครักษ์ส่วนพระองค์ขอออกคำสั่งครั้งสุดท้ายนี้! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามต้องคุ้มครององค์ราชาเพียงหนึ่งเดียวของเราให้พ้นป่าผืนนี้ไปให้ได้ ถึงแม้ครั้งนี้จะปกป้องจนตัวจะตายก็ตามแต่ ผู้ใดก็ตามที่ก้าวเข้ามาพวกเจ้าจงฟาดฟันดาบเพื่อนำชีวิตมันให้หมด!!?”

 

 

.

..

...

 

          แซ่ก... แซ่ก..

          “แฮ่ก..แฮ่ก..”

          เสียงฝีเท้าที่แสดงถึงความเร่งรีบตามพุ่มไม้ และเสียงหอบหายใจด้วยความเหนื่อยบ่งบอกว่าบุคคลผู้นี้กำลังวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้าคมยามนี้เต็มไปด้วยเหงื่อนัยน์ตาสีชมพูวาวที่แสดงสายตาออกมาอย่างเหนื่อยล้า เคียร์วิ่งออกมาจากจุดที่ อาร์เนลและลูกน้องเปิดศึกขนาดย่อมกับเหล่าทหารปีศาจที่อยู่ใต้อำนาจของเสนาธิการฯขวา เจ้าของใบหน้าคม ขมวดคิ้ว และกัดปากตนเองอย่างเจ็บใจก่อนจะสบถออกมาอย่างแค้นเคือง

          “โธ่เว้ย!!” เขาสบถกับตัวเอง เขาโกรธแค้นชะตากรรมที่ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ ภายในใจเกิดกลุ่มควันขุ่นมัวเกิดขึ้น เขาไม่พอใจที่ต้องวิ่งหนีออกมาแล้วทิ้งเหล่าสหายไว้เบื้องหลัง ไม่รู้พวกนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ตอนนี้เขาก็ต้องก้าวขาวิ่งต่อไปข้างหน้า นี่จะเป็นเพียงก้าวแรกของข้าที่จะกลับมากู้บัลลังก์ของข้าคืน!!

 

 

          ไม่กี่วันหลังจากนั้น เสนาธิการฯขวา โอเซนเบอรอน ที่ได้สถาปนาตนเป็นองค์เหนือหัวของเหล่าปีศาจ ก็ได้ก่อสงครามกับเผ่าแวมไพร์ เนื่องจากพวกแวมไพร์นั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับราชาองค์ก่อน(ท่านพ่อของเคียร์) เหล่าแวมไพร์นั้นเห็นว่าการณ์เป็นเช่นนั้นจึงยื่นมือเข้ามาหวังเพื่อช่วยจึงได้เกิดสงครามขึ้น แต่สุดท้ายจึงยอมแพ้ และตกเป็นรองแก่ โอเซนเบอรอน ขณะนั้นราชาแวมไพร์ ก็หลบหนีออกมาด้วยความเงียบเชียบราวกับว่าตัวเองนั้นมั่วตัวตนอยู่ ณ ที่นั้นตั้งแต่แรก

          ช่วงเวลากลางคืนที่เงียบสงัดในผืนป่าราชาแวมไพร์ที่ว่านั้นตอนนี้กำลัง...เดินเอ้อระเหยอยู่ในป่า ผมสีเงินมันวาวยาวถึงกลางหลังสะบัดปลิวไปตามแรงลม กระเพื่อมไปตามแรงสั่นสะเทือนตามจังหวะย่างก้าว และชะงักหยุดราวกับรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่ก้าวเข้ามาหา ใบหน้าอ่อนวัยนิ่งเรียบเริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อย นัยน์ตาสีอเมทิสต์หรี่ลง จ้องไปยังทางข้างหน้าราชาแวมไพร์นำมือข้างขวาไปจับด้ามเซเบอร์ที่แขวนไว้ที่เอวด้านซ้ายเพื่อเตรียมตัวต่อสู้โดยไม่แสดงอาการหวั่นเกรงแม้แต่น้อย

          แซ่ก...แซ่ก...

          ฟุ่บ!

          “!!?”

 

 

          ขณะนั้นเองทางด้านราชวังเมืองปีศาจ

          ตึก...ตึก..

          เสียงเท้าย่ำเป็นจังหวะสม่ำเสมอไปตามระเบียงทางเดินของตัวราชวัง เสื้อโค้ดสีดำสนิทสะบัดปลิวไปตามแรงลมที่ประทะ ใบหน้าเจ้าของเสื้อโค้ดเรียบนิ่งมีเพียงแค่มุมปากเหยียดยิ้ม ราวกับสนุกกับเรื่องที่ได้รับจ้างมา

           ย้อนไปก่อนหน้า

           ก๊อก ก๊อก

           “เชิญ” เสียงดังออกมาจากอีกฝั่งของประตูสีดำที่แลดูน่ากลัว ประตูบานนั้นค่อยๆ เปิดอ้าออกเพื่อให้บุคคลข้างนอกนั้นเดินเข้าไปข้างในห้อง  ภายในห้องมืดจนแทบมองไม่เห็นบุคคลภายในห้องแห่งนี้ มีเพียงแสงไฟจากเทียนแท่งเล็กแท่งน้อยเท่านั้น แสงเทียบไหววูบหนึ่ง เพราะลมพัดจากการเดินผ่านช้าๆ

            “นั่งก่อนสิซากิ” เสียงทุ้มของโอเซนเบอรอนกล่าวขึ้นพลางผายมือไปยังเก้าอี้ที่ว่างใกล้ๆ ตนเอง แต่ผู้มาใหม่กลับส่ายหัวแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชากลับไป

            “มีอะไรก็ว่ามา อย่ามากพิธี” มือข้างขวาที่สวมถุงมือสีดำสนิทยกขึ้นถอดหมวกสีดำออกเผยให้เห็นผมสีแดงดั่งเลือดซอยสั้นแต่ไม่สุดเหลือเป็นหางเปียยาวลงมาถึงกลางหลังสายตาสีเหลืองทองที่ใครจ้องมองมานั้นถึงกับต้องหนาวสันหลัง นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองไปยังบุคคลผู้เชื้อเชิญตนอย่างเย็นชา

            “หึ...ไร้มนุษย์สัมพันธ์ตามคำร่ำลือจริงนะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะขอเข้าเรื่องเลยล่ะกัน”  โอเซนเบอรอนเริ่มเปิดเรื่องการสนทนาขึ้น ใบหน้าคมสันของโอเซนเบอรอนแสดงสีหน้าออกมาอย่างยินดี ทั้งสองฝ่าย พูดถึงข้อแลกเปลี่ยนข้อตกลงการว่าจ้างครั้งนี้ เมื่อตกลงถึงเงื่อนไขได้

            “จะฆ่า หรือจะทำอะไรกับเจ้าเด็กนั้นก็ได้ ขออย่าให้มันอย่ามาขวางแผนการของข้าเป็นพอ” ผู้ถูกจ้างวานเผยรอยยิ้มเหยียดเย็น

            “เรื่องค่้าตอบแทน ข้าไม่เกี่ยง”

            “ยินดีที่ได้ร่วมงานด้วย องค์ราชา...” ซากิลุกขึ้นแล้วโค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะสวมหมวกสีดำใบใหญ่ รอยยิ้มเย็นเฉียบก็ปรากฏขึ้น ร่างสูงก้าวขาออกไปจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ

 

          “...เป็นคนที่เผชิญหน้าทีไร อดรู้สึกหนาวสันหลังทุกครั้งที่เจอหน้าเลยนะครับ...”

          “แต่ก็นะ...เจ้านั่นมันก็จัดการงานได้ไม่เคยพลาด ไม่งั้นจะได้ฉายา ‘นักฆ่าสีเลือด’ ได้อย่างไรล่ะ”

 

 

           กลับมาปัจจุบัน

           เขาได้รับการว่าจ้าง ‘กำจัดขยะ’ ปกติไม่ค่อยรับงานทำจากเมืองปีศาจเสียเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้มันมีข้อยกเว้น เขาหยุดเดินก่อนจะนำมือขวาขวาสอดเข้าไปในเสื้อโค้ดแล้วหยิบกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่งขึ้นมาดู ใบหน้าคมสัน นัยน์ตาสีชมพูใสที่แลดูอบอุ่น ผมสีน้ำเงินครามจ้องมองไปยังทางซ้ายอย่างมีความสุข ซากิยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

            “อ่า...เคียร์ นี่นะเหรอ เป้าหมายของข้า...” ซากิพึมพำออกมาเบาๆ ทั้งๆ ที่สายตาสีทองยังคงจ้องมองไปยังรูปภาพของเคียร์

.

..

 

           เสียงย่ำเดินบนพื้นที่เปียกชื้นอย่างเป็นจังหวะเอื่อยๆ ของโอเซนเบอรอน มีเสียงกระทบดังเคล้งของลูกโซ่ดังมาให้ได้ยินตามทางเดินห้องคุกใต้ดินเสมอ โอเซนเบอรอนก็ยกยิ้มขึ้นทันทีเมื่อเข้าใกล้จุดหมายของตนที่มีกลิ่นคละคลุ้งด้วยเลือดที่โชยออกมา ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งได้กลิ่นเลือด... ก่อนเสียงเดินอย่างเป็นจังหวะจะหยุดลง ที่ห้องขังห้องหนึ่งที่ภายในห้องนั้นมีร่างที่เต็มได้ด้วยบาดแผลและเลือดชโลมกาย ร่างสูงที่บาดเจ็บนั้นถูกใส่กุญแจมือห้อยติดกับผนังห้องขังที่ชื้น ใบหน้าคมผงกหัวเงยหน้าขึ้นมาน้อยๆ ก่อนจะจ้องยังยังใบหน้าของ โอเซนเบอรอนอย่างเคืองแค้น

            “ฮึ...หมดสภาพเลยนะ...”

 

 To be con ...

 

ในที่สุดก็จบไปตอนหนึ่ง..ตอนสองคงรอกันอีกนานแน่ ค่ะ เรื่องนี้มันออกจะชวนจิ้นว่ามั๊ยค่ะ???  

หวังว่าจะสนุกกับ ภาษาที่เขียนออกมาแบบแปลกๆ แบบนี้นะขอรับFoot in mouth 

เฮ่อ ...เจอคำผิดให้พรึ่บ OMG 

เจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ

จบเถ๊อะUndecided 

edit @ 4 Oct 2011 00:40:30 by zxтoг-zєяo #

edit @ 4 Oct 2011 17:53:48 by zxтoг-zєяo #