[Novel] Kirsch ราชาตกกระป๋อง 02

posted on 04 Oct 2011 00:27 by teamzero in Kirsch

   เคียร์ราชาตกกระป๋อง ภาค ขุนพลทั้ง 5

 

 

          ลำนำบทที่ 1 : ก้าวแรกของราชาองค์ใหม่

 

          20 ปี ให้หลัง

 

           ตึก ตึก ตึก ...

           เสียงวิ่งไปตามระเบียงดังขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทาง และมาหยุดที่หน้าห้อง ห้องหนึ่งพร้อมด้วยเสียงเคาะประตูห้องรัวเร็วอย่างเร่งรีบตามมา สีหน้าคนที่เคาะประตูนั้นหอบหายใจ เหงื่อตก ปากสั่น นัยน์ตากรอกไปมาอย่างระคนทำตัวไม่ถูก ไม่นานเจ้าของห้องก็เปิดออกมาพร้อมทำหน้าสงสัย ที่จู่ๆ องครักษ์ส่วนพระองค์ก็มาเคาะประตูห้องรัวๆ เช่นนี้

            “มีอะไรหรือ?” เสียงทุ้มนุ่มดังออกมาเหมือนพยายามจะบอกว่า ‘ให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวจะขาดอากาศหายใจไปเสียซะก่อนที่จะได้พูด’

             “องค์ราชาทรง...” นัยน์ตาของคนฟังเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อ

.

..

...

 

           ปึง!

          ตึก ตึก ตึก ตึก...

          เสียงประตูที่ท้องพระโรงดังขึ้น พร้อมด้วยเสียงกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างเป็นจังหวะที่เร่งรีบ จุดมุ่งหมายคือตรงกลางของท้องพระโรงที่มี หัวหน้าองครักษ์ ขุนนาง นายพล หัวหน้ากอง และนายทหารจำนวนหยิบมือยืนอยู่ ใบหน้าทุกคนต่างเคร่งเครียดกับเหตุการณ์ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะมีเค้าลางว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก่อนหน้า แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกะทันหันจนไม่ให้ตั้งตัวขนาดนี้

          “ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเครียดกับเกตุการณ์ครั้งนี้

          “พวกกระหม่อมก็เพิ่งทราบเรื่องเมื่อเช้านี้พระย่ะค่ะ...ต้องขออภัยด้วยที่พวกกระหม่อมไร้ความสามารถ จึงเป็นเช่นนี้” องครักษ์ส่วนพระองค์เอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคอตก สำนึกผิดที่ไร้ความสามารถแบบนี้!

          “แฮ่กๆ ท่านหัวหน้าอาร์เนล แฮ่กๆ ข้าพบสิ่งนี้วางอยู่บนโต๊ะในห้องบรรทมขององค์ราชาขอรับ” องครักษ์ในสังกัดวิ่งเข้ามาด้วยอาการหอบฮัก พร้อมยื่นจดหมายให้กับหัวหน้าองครักษ์ส่วนพระองค์ นัยน์ตาสีแดงสดจ้องมองไปยังจดหมายในมือตนเองก่อนจะเปิดคลี่อ่าน พร้อมเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

          “  ‘ถึงลูกชายที่รัก

          พ่อรู้ว่าทางบ้านตอนนี้คงจะตกอกตกใจอย่างใหญ่หลวงวุ่นวายมากถึงมากที่สุดที่พ่อกับแม่หายตัวไปอย่างไร้ล่องลอย ซึ่งคงทำให้ เจ้าหนูอาร์เนลปวดหัวไม่น้อยที่ต้องตามหาตัวข้า(หัวเราะ) เอาเป็นว่า พ่อยกบัลลังก์ราชาปีศาจนั่นให้เจ้านะเคียร์  เจ้าจะบริหารอะไรยังไงก็เรื่องของเจ้าพ่อไม่เกี่ยง จะดีขึ้นจะล่มจม หรือเจ้าจะยกให้คนอื่นก็ได้ แต่พ่อเชื่อว่าเจ้าจะทำได้ดีนะ(หัวเราะ) พ่อกับแม่ ขอตัวออกไปเที่ยวรอบโลกก่อนนะว่างๆ จะแวะเข้าไปหาที่วังปีศาจนะจ๊ะ จุ๊บๆ

             ปล. พ่อต้องขอโทษที่แอบหนีออกมาโดยไม่บอกอะไรมีเพียงจดหมายสั้นๆ เอาไว้เป็นของดูต่างหน้าแบบนี้ ก็คนมันอยากจะให้พวกปีศาจที่รักข้าทั้งหลายได้ออกกำลังกายยามเช้าซะบ้าง

                                                                                       ด้วยรักและห่วงใยจากราชาปีศาจ(ปลดเกษียน)’

          เนื้อความในจดหมายเขียนมีเพียงเท่านี้ครับ ....” คนถือจดหมายกระพริบตาถี่ๆ จ้องมองไปยังเนื้อความในจดหมายอย่างมึนๆ นี่แสดงว่าหาโอกาสหลบออกเที่ยวไปได้แล้วสินะ!!? แล้วก็เป็นการไปเที่ยวแบบไม่มีกำหนดกลับอีกต่างหาก! แถมด้วยเซอร์ไพรส์ยกบัลลังก์ให้องค์ชายเคียร์แบบกะทันหัน แล้วไอ้ประโยคไร้ความรับผิดชอบนั่นมันหมายความว่ายังไง!?

          “...” เคียร์คว้าจดหมายมาไว้ในมือ แล้วกวาดสายตามองเนื้อความข้างในอีกครั้งด้วยมือที่สั่นระริก ท่านพ่อออ!!

           “กระหม่อมทรงทราบว่าองค์ราชานั้นเป็นคนรักสนุก ท่านมักจะวางแผนแผลงๆ อะไรทำนองนี้มาตลอด ทุกครั้งพวกกระหม่อมก็ขัดขวางแผนการหลบหนีออกไปเที่ยวเล่นได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้...พวกกระหม่อมหาได้มีความสามารถไม่...”

          “เฮ้อ เอาเถอะอาร์เนลเรื่องมันก็เป็นซะแบบนี้...ท่านพ่อนะท่านพ่อ...ทำไมท่านชอบทำให้เรื่องมันวุ่นวายแบบนี้ ท่านก็รู้ว่าข้าน่ะ...เป็นปีศาจที่อ่อนของโคตรอ่อนที่สุดในโลกแล้วยังเกิดเรื่องแบบนี้อีก! “

 

 

          หลังจากนั้นผ่านไปไม่กี่วัน องค์ชายเคียร์ไม่สิ ราชาเคียร์ก็ขึ้นครองราชย์แทนราชาองค์ก่อน(ที่หนีออกไปเที่ยวกับคุณแม่ยังสาว) สองคน ทิ้งลูกชายสุดแสนจะ...อืม...แสนจะ...(ไม่อยากจะเอ่ย) ไว้เบื้องหลังไว้กับเหล่าข้าราชบริพารปีศาจหน้าโฉดหนังหนาทั้งหลาย

           บัลลังก์สีแดงสดเหมือนย้อมสีด้วยเลือดชวนน่าเกรงขามแผ่อำนาจออกมาว่านี่คือสิ่งยืนยันว่าตนนั้นเป็นราชาของหมู่เหล่าปีศาจอย่างเต็มตัว นัยน์ตาสีชมพูใสจ้องมองไปยังที่นั่งบัลลังก์ก่อนที่ก้าวเข้าหาบัลลังก์และกำลังจะหย่อนตัวลงไปนั่งอย่างภาคภูมิใจ แต่กระนั้นดันโดน ‘บางสิ่ง’ ยัน ทำให้ ‘ราชาองค์ใหม่’ เสียหลักล้มกลิ้งคะมำไปยังท้องพระโรงท่ามกลางสายตาเหล่าข้าราชบริพารทั้งหลาย แล้วสิ่งที่ยัน(ถีบ)ราชาตกจากบัลลังก์คือฝ่าเท้าของเสนาธิการฯฝ่ายขวา

           “นับจากนี้ไปของประกาศว่า ข้า...โอเซนเบอรอน จะขึ้นเป็นราชาของพวกเจ้า แทนเจ้าเด็กไร้ความสามารถนี่! ใครขัดขืนโทษสถานเดียวคือ ตาย!!”  เคียร์ที่ลงไปกองกับพื้น ได้แต่ทำตัวงุนงงว่าทำไมเหตุการณ์มันกลับตาลปัตรเช่นนี้ นี่มันการล้มราชบัลลังก์ชัดๆ แล้วนี้ไม่ทำวันอื่นมาทำวันที่ข้าจะขึ้งครองราชย์เนี่ยนะ ไม่มีอะไรหน้าอับอายขายหน้าไปมากกว่าการถีบตกบัลลังก์ที่คนกำลังจะนั่งลงไปเช่นนี้อีกแล้ว!!?

          “นี่เจ้า ถึงกับกล้าทำเช่นนี้ ทหาร!!” เคียร์ตะโกนเรียกทหารแต่กลับได้รับความนิ่งเงียบเป็นคำตอบ หรือว่าเจ้านี่มันจะยึดอำนาจเบ็ดเสร็จหมด! เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นก่อนโอเซนเบอรอนจะเอ่ยด้วยเสียงอันดังพร้อมด้วยรอยยิ้มแสยะ “ทหาร! จับตัวนักโทษ!!” เคียร์ที่นั่งอยู่ตรงพื้นท้องพระโรงถึงกับขมวดคิ้วนัยน์ตาสีชมพูมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

          “หึๆ ไม่ต้องจ้องมองข้าด้วยสายตาชื่นชมข้าเช่นนั้นหรอก... เดี๋ยวเจ้าก็ไม่มีตาคู่นั้นให้จ้องมองข้าแบบนั้นแล้ว เพราะเจ้าจะถูกประหารในวันพรุ่งนี้แล้ว หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

          เสียงหัวเราะอันชั่วร้ายดังไปทั่วราชวังยาวนาน เคียร์ที่ถูกหิ้วปีกออกไปถึงกับทำหน้าปั้นยาก ถึงเขาจะมีสมองแต่ไม่มีพลังพอที่จะต่อต้านได้ การณ์เป็นเช่นนี้เขาจะทำเช่นไรต่อไปดี...หรือต้องยอมรับความตายแต่โดยดี?

.

..

...

          ในห้องคุกมืดใต้ตัวพระราชวังนั้นมีบุคคลสำคัญที่ไม่คิดเลยว่าจะมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ และขณะนี้เขากำลังบ่นพึมพำกับตัวเองไปพลางหัวเราะไปพลาง ทำให้เหล่าทหารปีศาจถึงกับหนาวสันหลังเลยที่เดียวเพราะมันหลอน!?

          “ฮ่าๆ..ท่านพ่อ...ท่านรู้ไหมว่าท่านน่ะทำผิดขึ้นร้ายแรงมากๆ ถึงมากๆๆ แต่ลูกก็ยังรักพ่อเสมอ ถึงท่านจะโยนความตายที่ท่านไม่ได้ตั้งใจจะก่อมาให้เกิดกับข้าก็ตาม ข้าได้แต่หวังว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะมีความสุขในชีวิตที่อยู่แทนลูกอกตัญญูที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ข้าจะถือว่ามันเป็นคราวเคราะห์ของลูกคนนี้ก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ” ข้าได้แต่บ่นพึมพำราวกับคนเก็บกดมานานเหมือนจะกล่าวโทษก็ไม่เชิง จะกล่าวสรรเสริญก็ไม่เชิง... นี่ข้าต้องมาจบชีวิตวัยหนุ่มด้วยการควักหัวใจรึนี่... ทำไมอนาคตชีวิตของข้าถึงสดใสเช่นนี้นะ...

          สรุปสั้นๆก็...ข้าเกิดอาการจิตหลอนเฉียบพลันนั่นแล

          ขณะที่ข้ากำลังร่ายประโยคเชิงลบและเชิงบวกให้แก่ตัวเองก็มีเสียงเรียก “ท่าน...” เสียงเบาๆ ดังขึ้นที่ลูกกรง ซึ่งข้าไม่ค่อยจะสนใจจะฟังมันเสียงนักเท่าไหร่ว่ามันจะเรียกใคร เพราะตอนนี้ข้ากำลังเพ้อฝันถึงการตายในวันพรุ่งนี้อย่างมีความสุข(?)

          “ท่านเคียร์...” เสียงดังขึ้นและ ชื่อนั้นมันก็คุ้นๆ ซึ่งข้าก็จำได้ว่า...มันเป็นชื่อของข้านี่หว่า ข้าหันไปที่ลูกกรงซึ่งทหารยามที่เฝ้าข้านั้นหลับไปแล้วเพราะคนตรงหน้า

          “อาร์เนล นี่เจ้า?” ข้าลุกขึ้นยืนและก้าวเดินไปยังลูกกรง ข้ามองไปยังอาร์เนลที่สะบัดมือขวาไปมาด้วยความสงสัย

          “กระหม่อมมาเพื่อช่วยท่านออกจากที่นี่พระย่ะค่ะ” ข้ากระพริบตาถี่ๆ ด้วยความที่ยังไม่หายหลอนจากก่อนหน้านี้

           “อาร์เนล เจ้าว่าอย่างไรนะ?” ข้าถามซ้ำไปอีกรอบ ซึ่งได้คำตอบออกมาโดนการฟันลูกกรงขาดเป็นสองท่อน สายลมที่ไม่ควรมีในคุกใต้ดินกลับผ่านตัวข้าทำให้ทรงผม เสื้อปลิวไปตามแรงลมที่อาร์เนลเป็นคนสร้างขึ้น

            ข้าขมวดคิ้วเป็นปม อาร์เนลพยายามช่วยให้ข้าแหกคุกออกไป ข้ากระชากคอเสื้ออีกฝ่ายเข้ามาหา แล้วพูดเสียงลอดไรฟัน

            “นี่เจ้ากำลังทำให้ชีวิตเจ้ามีความเสี่ยงนะ!!” ข้าจ้องไปยังนัยน์ตาสีแดงสดนั่น ซึ่งอาร์เนลก็จ้องตาข้ากลับอย่างไม่หวั่นไหว เป็นข้าเองที่จ้องอาร์เนลด้วยนัยน์ตาสั่นระริก “ข้าไม่เข้าใจทำไมเจ้าถึงเอาชีวิตตนเองมาเสี่ยง” ข้าพึมพำเบาๆ ก่อนจะคลายมือที่กำแน่แล้วปล่อยคอเสื้ออีกฝ่ายช้าๆ อาร์เนลยิ้มเหมือนเหนื่อยๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงอั